My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

คุกกี้ เด็กหญิง และลิงอุรังอุตัง

ใส่ความเห็น

cookies
[ที่มาภาพ mnn.com]

1.
แมดิสัน วอร์วา (Madison Vorva) และริแอนนอน ทอมทิสเช่น (Rhiannon Tomtishen)
เป็นเพื่อนซี้ร่วมชั้นเรียน ทั้งคู่เกิดและเติบโตในมลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา
เรียกได้ว่าอยู่ห่างไกลคนละฟากโลกกับป่าฝนเขตร้อนบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา
ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของบรรดาลิงไร้หางที่มีขนหยาบสีน้ำตาลแดงปกคลุมร่างกายอันใหญ่โต
เด็กหญิงสองคนกับลิงอุรังอุตังจึงเป็นชีวิตต่างสายพันธุ์ที่ไม่น่าจะข้องเกี่ยวหรือโคจรมาเจอกันโดยง่าย

แต่เมื่อแมดิสันและริแอนนอนในฐานะเกิร์ลสเก๊าท์ต้องทำโครงงานเพื่อส่งเข้าชิง Girl Scout Bronze Award
รางวัลซึ่งจะมอบให้กับเด็กหญิงผู้ทำงานรณรงค์สร้างจิตสำนึกแก่ชุมชนในประเด็นอะไรก็ได้ที่ตัวเองสนใจเป็นพิเศษ
เธอสองคนจึงจับมือกันเผยแพร่ความรู้เรื่องชะตากรรมของลิงอุรังอุตังและป่าฝนเขตร้อนแก่เด็กๆ ในท้องถิ่น

ด้วยเหตุผล…ที่ทั้งคู่รักสัตว์เป็นพื้นฐาน
แถมยังได้แรงบันดาลใจจาก ดร.เจน กู๊ดออล (Jane Goodall)
ผู้ที่ทุ่มเททำงานศึกษาพฤติกรรมและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและครอบครัวของเหล่าชิมแพนซี
ในเขตอุทยานของประเทศแทนซาเนียมานานกว่า 50 ปี

เนื่องจากไอดอลของพวกเธอศึกษาชิมแพนซี
สองเด็กหญิงวัย 11 ขวบก็เลยโฟกัสไปที่เจ้าอุรังอุตังซึ่งอยู่ในตระกูลเกรทเอปเหมือนกัน
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่า การตัดถางป่าฝนเขตร้อนแบบโกร๋นเกลี้ยง
เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันอันกว้างใหญ่ไพศาล
โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก
คือปัจจัยสำคัญที่กำลังคุกคามความอยู่รอดของอุรังอุตัง

ไม่เพียงประชากรอุรังอุตังที่ลดฮวบ จากหลักหลายหมื่นตัวเหลือเพียงหลักพัน
ในช่วงเวลาประมาณร้อยปี นับจาก ค.ศ. 1900 ถึงปัจจุบัน
อุตสาหกรรมปลูกปาล์มน้ำมันที่นั่นยังสร้างความเดือดร้อนให้สัตว์ป่าอื่นๆ
รวมถึงละเมิดสิทธิของชนพื้นเมืองอีกด้วย

ระหว่างดำดิ่งสืบค้นข้อมูลผลกระทบจากการปลูกปาล์มน้ำมัน
แมดิสันและริแอนนอนยิ่งรู้สึกรู้สากับสิ่งที่สนใจมากขึ้นทีละน้อย
เด็กหญิงเริ่มอ่านฉลากสินค้าเพื่อตรวจสอบว่า
สินค้าอุปโภคบริโภคทั้งที่ซื้อมาและที่วางขายอยู่ในท้องตลาดชิ้นใดบ้างที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์ม

กระทั่งเจอคำตอบไม่คาดคิด
สารพัดคุกกี้ที่พวกเธอและเพื่อนๆ เกิร์ลสเก๊าท์ทั่วสหรัฐฯ ช่วยกันขาย
เพื่อระดมทุนให้ Girl Scouts of the USA (GSUSA) ก็มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม

ทั้งคู่กระอักกระอ่วนใจกับเรื่องดังกล่าวถึงขั้นปฏิเสธการขายคุกกี้
และหันมาพัฒนาโครงงานให้กลายเป็นโปรเจ็คต์ ORANGS
(ย่อมาจาก Orangutans Really Appreciate and Need Girl Scouts) ในปี 2007
โดยยกระดับเป็นแคมเปญระดับชาติพร้อมกับขยับการปักธงรณรงค์สูงขึ้น
เป็นข้อเรียกร้องต่อ GSUSA ให้เลิกใช้น้ำมันปาล์มในคุกกี้เกิร์ลสเก๊าท์
โดยหันหาตัวเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า เช่น น้ำมันคาโนล่าหรือน้ำมันมะกอก

…ถือเป็นเป้าหมายยิ่งใหญ่เหลือเกินเมื่อเทียบกับประสบการณ์ชีวิตของพวกเธอ

girlscouts 2008
[ที่มาภาพ treehugger.com]

2.
GSUSA เป็นองค์กรด้านการบำเพ็ญประโยชน์ที่มีเด็กหญิงอเมริกันเข้าร่วมเป็นสมาชิกมากถึง 3.2 ล้านคน
และใช้การจำหน่ายคุกกี้เป็นช่องทางหลักในการระดมทุนสำหรับดำเนินกิจกรรม
โดยมียอดการจำหน่ายรวมมากกว่า 200 ล้านกล่องต่อปี
คิดเป็นมูลค่าประมาณ 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ปริมาณน้ำมันปาล์มที่เป็นส่วนประกอบของคุกกี้เหล่านี้จะคิดเป็นสัดส่วนจิ๊บจ้อยคือ
น้อยกว่าร้อยละ 1 ของน้ำมันปาล์มที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคกันทั่วโลก
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันก็เป็นอีกเสี้ยวเล็กๆ ที่ร่วมผลักไสเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิต
ที่มีบรรพบุรุษใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดไปสู่การสูญพันธุ์

แมดิสันและริแอนนอนพยายามทุกวิถีทางให้ GSUSA เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้
ไม่ใช่แค่สร้างความรู้ความเข้าใจในหมู่เกิร์ลสเก๊าท์ด้วยแคมเปญคุกกี้เกิร์ลสเก๊าท์ที่เป็นมิตรกับป่าฝนเขตร้อน
แต่หมายรวมถึงการสร้างแนวร่วมเพื่อเพิ่มน้ำหนักในการต่อรอง

พวกเธอติดต่อไปยังหลากหลายองค์กรที่คิดว่าอยู่ในแวดวงความสนใจเดียวกัน
อาทิ สหภาพนักวิทยาศาสตร์ที่มีความห่วงใยต่อสังคม (The Union of Concerned Scientists หรือ UCS)
ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Center for Biological Diversity)
มูลนิธิอุรังอุตังสากล (Orangutan Foundation International)
เครือข่ายปฏิบัติการป่าฝน (Rainforest Action Network)
ให้ช่วยกันส่งจดหมายถึงยังสำนักงานใหญ่เกิร์ลสเก๊าท์ในนิวยอร์ก
เพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนข้อเรียกร้องของคู่หูเกิร์ลสเก๊าท์

พวกเธอจุดประกายให้คนทั่วไปส่งข้อเรียกร้องทางอีเมล
ถึงซีอีโอของ GSUSA นับยอดได้มากกว่าเจ็ดหมื่นฉบับ
และล่ารายชื่อพ่วงท้ายคำร้องคัดค้านการใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบของคุกกี้
ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของ ดร.เจน กู๊ดออล รวมอยู่ด้วย

ความเคลื่อนไหวของแอ็คติวิสต์รุ่นเยาว์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ตรงข้ามกับท่าทีเพิกเฉยไร้การตอบสนองของผู้ใหญ่ทั้งหลายใน GSUSA

กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งจาก UCS เขียนจดหมายถึงสำนักงานเกิร์ลสเก๊าท์
เพื่อกระตุ้นให้สนับสนุนข้อเรียกร้องของเด็กหญิง
พร้อมกับสำเนาถึงเคลล็อก (Kellogg) หนึ่งในบริษัทแม่ที่ผลิตคุกกี้เกิร์ลสเก๊าท์ด้วยในคราวเดียวกัน

หลังจากนั้นไม่นาน ฝั่งเคลล็อกก็ประกาศจะเลือกซื้อน้ำมันปาล์ม
ที่ผ่านการรับรองดีกรีความเขียว (GreenPalm certificates) เท่านั้น
เป็นสัญญาว่า ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์นี้จะไม่ร่วมวงเป็นสาเหตุของการทำลายป่าฝนเขตร้อน

ทว่าการขยับเขยื้อนซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกช่วงต้นปี 2011
ก็ไม่เป็นที่พอใจของแมดิสันและริแอนนอนเท่าใดนัก
เพราะยังขาดนิยามที่ชัดเจนของ “น้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองดีกรีความเขียว”

และพวกเธอก็ต้องรอต่อไปจนถึงปลายปี 2011
กว่า GSUSA จะออกถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการว่า
คุกกี้ที่วางขายในฤดูกาล 2012-2013 จะมีโลโก้กรีนปาล์มประทับบนกล่อง
เพื่อสะท้อนความห่วงใยในปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งมีสาเหตุจากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์ม
นอกจากนี้ยังควบคุมให้บริษัทผู้ผลิตใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมให้น้อยที่สุด
โดยคงไว้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถใช้ตัวเลือกอื่นทดแทนได้จริงๆ
และเปลี่ยนไปใช้น้ำมันปาล์มจากแหล่งการผลิตที่ยั่งยืนทั้งหมดภายในปี 2015

…นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ GSUSA
ยอมเปลี่ยนแปลงข้อปฏิบัติตามเสียงเรียกร้องของเยาวชนผู้เป็นสมาชิกเกิร์ลสเก๊าท์

girlscouts 2012
[ที่มาภาพ blog.ucsusa.org]

3.
งานรณรงค์ของสองเด็กหญิงที่ผ่านวันเวลาจนเติบโตขึ้นเป็นสองสาววัยรุ่นยังไม่ถึงเส้นชัย
ทั้งคู่ยังต้องเกาะติดประเด็นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะไม่อาจวางใจว่า
น้ำมันปาล์มที่เชื่อมโยงถึงการทำลายป่าฝนเขตร้อนจะถูกกำจัดให้หมดไปจากคุกกี้ของเกิร์ลสเก๊าท์ได้จริงหรือไม่

กระนั้นความพยายามแบบกัดไม่ปล่อยก็ส่งให้แมดิสันและริแอนนอน
เข้ารับรางวัลฮีโร่ป่าไม้ (Forest Heroes Award) ประจำปี 2012
จากสำนักเลขาธิการภาคีป่าไม้แห่งสหประชาชาติ (United Nations Forum on Forests Secretariat)
ในฐานะตัวแทนจากภูมิภาคอเมริกาเหนือและเป็นคู่หูผู้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุดของปีนั้น

“ฉันมั่นใจว่าตัวเองมีพลังพอจะเปลี่ยนนโยบายน้ำมันปาล์มของ GSUSA
ตั้งแต่วันที่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตน้ำมันปาล์มที่ไม่ยั่งยืนและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ตอนนั้นฉันอายุ 11 ปีและยังไม่รู้จะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
มีเพียงความสนใจและอุดมการณ์ส่วนตัวที่ผลักดันให้เคลื่อนไหวอย่างไม่ลดละ” แมดิสันกล่าว

“ดร.เจน ย้ำกับพวกเราว่า เยาวชนเปลี่ยนแปลงโลกได้” ริแอนนอนเอ่ยถึงคำของไอดอล

ประสบการณ์ในช่วงเกือบหกปีที่ผ่านมาสอนให้แมดิสันเรียนรู้ที่จะ “อดทน” รอคอย
เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายขององค์กรขนาดใหญ่มิใช่จะเกิดขึ้นโดยง่าย
ขณะที่บทเรียนของริแอนนอนคือการยอมรับว่า ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปสู่เป้าหมาย

“บ่อยครั้งที่คนเรายอมให้ความกลัวการล้มเหลวมายืนขวางทางในระหว่างที่พยายามจะทำอะไรใหม่ๆ
อย่ากลัว ผิดพลาดกันได้ แต่ควรเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ลุกขึ้นและลองใหม่อีกครั้ง”
ริแอนนอนให้ข้อคิด

คงไม่มีอะไรจะปิดท้ายบทความนี้ได้ดีเท่ากับ
ความรู้สึกชื่นชมในพลังมุ่งมั่นและหัวใจสีเขียวของเด็กสาวทั้งสองคน
พวกเธอก้าวมาอยู่ในแสงสปอร์ตไลท์ของคนหมุนโลก
ได้ทัดเทียมกับผู้ใหญ่อีกมากกว่า 30 รายที่เคยโชว์ตัวอยู่ในบทความก่อนหน้านี้
…อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลย

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s