My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ความหวานที่ร้ายกาจ

1 ความเห็น

HFCS04
[ที่มาภาพ organicconnectmag.com]

ในที่นี้หมายถึงน้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูง (high fructose corn syrup : HFCS)
ซึ่งเป็นสารให้ความหวานที่ได้จากข้าวโพด
ผลิตโดยใช้กรดและเอนไซม์ย่อยแป้งข้าวโพดซึ่งเป็นคาร์โบโอเดรตโมเลกุลใหญ่
ให้กลายเป็นกลูโคสหรือที่เรียกกันว่า น้ำเชื่อมข้าวโพด (corn syrup)

จากนั้นใช้เอนไซม์ย่อยน้ำเชื่อมข้าวโพดอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนกลูโคสบางส่วนให้อยู่ในรูปของฟรักโทส
กลายเป็นน้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูงซึ่งมีรสหวานเช่นเดียวกับซูโครสหรือน้ำตาลทราย

ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องราคาถูกกว่าและหวานมากกว่าน้ำตาลทราย แถมยังไม่เปลี่ยนแปลงสภาพที่ความร้อนสูง
บรรดาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกจึงหันมาพึ่งพารสหวานจากน้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูงกันมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยปัจจุบันพบว่า มันเป็นส่วนประกอบของน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำชาพร้อมดื่ม แยม ซอสมะเขือเทศ
ซอสบาร์บีคิว ซอสช็อคโกแลต ซีเรียล ธัญพืชอัดแท่งให้พลังงานสูง (Energy bars) เบเกอรี่ และอีกสารพัด
เนื่องจากน้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูงเป็นสารให้ความหวานที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ
และคำว่า “ฟรักโทส” ก็รู้จักดีในฐานะน้ำตาลผลไม้ ซึ่งไม่น่าจะสร้างพิษภัยอะไร

ทว่าในความเป็นจริงกลับปรากฏข้อมูลและผลการวิจัยว่า
มันส่งผลกระทบทางสุขภาพร้ายแรงยิ่งกว่าการบริโภคน้ำตาลทรายแบบเดิมๆ
กล่าวคือ เมื่อรับประทานน้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูง
ตับของเราจะเร่งรีบเปลี่ยนฟรักโทสเป็นไขมันที่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์แล้วส่งเข้ากระแสเลือด
หลังจากนั้นจึงค่อยเก็บสะสมไว้ในตับหรือเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง

การรับฟรักโทสเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากขึ้นและต่อเนื่อง
จากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูงเป็นส่วนประกอบ
แทนที่จะรับฟรักโทสตามธรรมชาติในปริมาณน้อยๆ จากการบริโภคผักผลไม้เท่านั้น
จึงทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ

ซ้ำร้ายยังพบว่า มันมีแนวโน้มทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่อการทำงานของอินซูลิน
จนนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 อีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศเลือกปกป้องสุขภาพของพลเมือง
ด้วยการออกประกาศห้ามใช้น้ำเชื่อมฟรักโทสความเข้มข้นสูงเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหาร
เพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซียก็ประกาศห้ามไปแล้ว

แม้ผลจากการเดินสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน จะพบว่า
มันแฝงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกามากกว่าที่ผลิตภายในประเทศไทย
แต่เมื่อบ้านเรายังนิ่งๆ (นอนใจ?) กับประเด็นนี้ ผู้บริโภคไทยๆ คงต้องระวังตัวเองต่อไป
ด้วยการอ่านฉลากให้ถ้วนถี่ว่า อาหารและเครื่องดื่มที่เลือกกินเลือกซื้อนั้นมี “ความหวานที่ร้ายกาจ” เป็นส่วนประกอบหรือไม่
เอาน่า…อย่างน้อยอำนาจตัดสินใจสุดท้ายก็ยังอยู่ในมือเรา

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “NEIGHBOURS MATTERS”
นิตยสาร IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2556

Advertisements

One thought on “ความหวานที่ร้ายกาจ

  1. มีความแตกต่างไหม กับน้ำเชื่อมทั่วไป