My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ผู้บริโภคตัวจ้อยกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟาสต์ฟู้ด

ใส่ความเห็น

hannah-robertson 01
[ที่มาภาพ blogs.theprovince.com]

1.
“สิ่งหนึ่งซึ่งฉันคิดว่าไม่ยุติธรรมก็คือ
บริษัทใหญ่พยายามหลอกล่อให้เด็กๆ กินอาหารที่ไม่เหมาะสม โดยใช้ของเล่นและตัวการ์ตูนต่างๆ
ถ้าพ่อแม่ไม่ได้สอนลูกๆ เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
เด็กเหล่านั้นก็อาจเชื่อว่า อาหารขยะดีสำหรับพวกเขาเพราะมันมักจะอร่อย”
แฮนนาห์ โรเบิร์ตสัน (Hannah Robertson) กล่าวอย่างฉะฉาน
ตามข้อความที่ตัวเองเขียนเตรียมเอาไว้

“มันคงจะดีทีเดียว หากคุณเลิกใช้กลยุทธ์กระตุ้นให้เด็กๆ รู้สึกอยากกินอาหารของคุณอยู่ตลอดเวลา
…มิสเตอร์ทอมป์สัน คุณไม่อยากให้เด็กๆ สุขภาพดี
เพื่อที่จะมีอายุยืนยาวและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหรอกหรือ”
เธอคนเดิมปิดท้ายการพูดด้วยประโยคคำถาม

ไม่เกินอึดใจ ดอน ทอมป์สัน (Don Thompson) ผู้ถูกอ้างชื่อ
ก็เอ่ยขอบคุณสำหรับการแสดงความคิดเห็นและเริ่มกล่าวตอบเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ก่อนอื่นเลย พวกเราไม่ได้ขายอาหารขยะนะแฮนนาห์
ลูกๆ ของฉันก็กินแมคโดนัลด์เหมือนกัน ตั้งแต่พวกเขายังตัวเท่าหนูนั่นแหละ
…พวกเขาทำอาหารกับฉันที่บ้าน ฉันชอบเข้าครัว
และอาหารที่พวกเราทำกันก็มีส่วนประกอบของผักผลไม้หลากหลาย”

จากนั้นก็พยายามอธิบายให้เห็นว่า แมคโดนัลด์ก็กำลังลบภาพเดิมๆ โดยเพิ่มทางเลือกใหม่
เช่น สลัด แอ๊ปเปิ้ล รวมถึงนมช็อคโกแลตปราศจากไขมัน เข้าไปในอาหารชุดแฮปปี้มีลแล้ว

ทั้งหมดข้างต้นคือใจความสำคัญของบทสนทนาระหว่างเขาและเธอภายในเวลาไม่เกินสองนาทีครึ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2013
ที่สำนักงานใหญ่ของฟาสต์ฟู้ดตัวเอ็มในชิคาโก สหรัฐอเมริกา

สิ่งที่เล่ามาคงไม่น่าสนใจอะไรเลย หากขาดรายละเอียดทางสถานภาพซึ่งแตกต่างกันอย่างมากของบุคคลทั้งสอง
“เขา” เป็นซีอีโอของแมคโดนัลด์และเพิ่งเข้ามาควบรวมเครือข่ายกิจการฟาสต์ฟู้ดยังไม่ทันครบปี
ขณะที่ “เธอ” เป็นเด็กหญิงชาวแคนาดาวัยเพียง 9 ขวบ
ยังตัวจ้อยทั้งร่างกายและวัยวุฒิสมกับที่จั่วหัวเรื่องเอาไว้
แต่เหตุไฉนจึงคิดอ่านใหญ่โตเกินเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

kia-hannah-kale
[ที่มาภาพ ideastream.org]

2.
ครั้นผ่านวีรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต
เด็กหญิงแฮนนาห์ โรเบิร์ตสันก็ก้าวขึ้นมาเป็นเป้าความสนใจของฝูงสื่อมวลชน
หนึ่งในนั้นเปิดโอกาสให้เธอแสดงความเห็นต่อคำตอบสดๆ ที่ได้รับฟังจากมิสเตอร์ทอมป์สัน
“หนูไม่คิดว่าเขาตอบได้ดีนัก เพราะเขาแค่พูดซ้ำไปซ้ำมาว่า
พวกเราไม่ได้ทำการตลาดกับเด็กๆ และพวกเราไม่ได้ขายอาหารขยะ” เด็กหญิงกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม

ทั้งยังยอมรับว่า วันนั้นเธอตื่นเต้นและกังวลพอสมควร
“หนูพูดในสิ่งที่คิด หนูเพียงต้องการเป็นหนึ่งเสียง
ที่พูดแทนเด็กๆ จำนวนมากและพ่อแม่ของพวกเขา
มีคนไม่มากนักหรอกที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้”
…โอกาสที่ว่าคือการเผชิญหน้ากับผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการฟาสต์ฟู้ด

เด็กหญิงพร้อมทั้งแม่ของเธอ เกีย โรเบิร์ตสัน (Kia Robertson)
ได้สิทธิรับเชิญเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของแมคโดนัลด์ คอร์ปเปอเรชั่น
เนื่องจากทั้งคู่เป็นสมาชิกคนสำคัญของแนวร่วมรณรงค์ต่อต้านแมคโดนัลด์ในโลกออนไลน์
ภายใต้ชื่อกลุ่ม “แม่ไม่ปลื้ม” หรือ “Mom’s Not Loving It”
ซึ่งดำเนินการบนฐานคิดที่ว่า ฟาสต์ฟู้ดรายนี้วางกลยุทธ์การตลาดโดยพุ่งเป้าไปที่ลูกค้าวัยเยาว์
และนับวันก็ยิ่งทำให้ความพยายามของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูกให้มีสุขภาพดี
กลายเป็นเรื่องเข็นครกขึ้นภูเขามากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากเป็นนักเขียนและบล็อกเกอร์ด้านโภชนาการสำหรับเด็ก
โรเบิร์ตสันผู้แม่ยังหมั่นเพียรปลูกนิสัยการเลือกรับประทานอาหาร
ด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อสุขภาพให้แก่โรเบิร์ตสันผู้เป็นลูกสาว
เธอและสามีช่วยกันคิด ออกแบบ และประดิษฐ์สื่อการเรียนรู้ต่างๆ
เพื่อกระตุ้นให้เด็กหญิงแฮนนาห์สนใจและสนุกสนาน
กับความท้าทายในการกินผักผลไม้หลากสีเป็นประจำทุกวัน

ในที่สุด การลงแรงอย่างตั้งใจของเกีย โรเบิร์ตสัน ก็ผลิผลลัพธ์อย่างน้อยสองประการ
ประการแรก ลูกสาวของเธอคุ้นเคยกับข้อมูลความรู้เรื่องโภชนาการ
กินสารพัดผักผลไม้โดยไม่อิดออด แถมยัง “อิน” ถึงขั้นสมัครใจไม่กินฟาสต์ฟู้ด
ประการหลัง เมื่อประสบความสำเร็จกับลูกสาววัยสี่ขวบครึ่ง เธอจึงเผื่อแผ่ถึงพ่อแม่รายอื่นๆ
ด้วยการสร้างพื้นที่ในโลกออนไลน์ชื่อ todayiatearainbow.com
พร้อมกับผลิตชุดเครื่องมือสำเร็จรูป “Today I Ate a Rainbow” ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว
เพื่อใช้เป็นตัวช่วยของพ่อแม่และคุณครูในการบ่มเพาะพฤติกรรมการกินที่พึงประสงค์ของเด็กๆ
ด้วยการตั้งเป้าหมาย “กินสีรุ้ง” ทุกวัน
…สีรุ้งที่ว่าประกอบด้วยผักผลไม้ 5 สี ได้แก่ แดง ส้ม เหลือง เขียว ม่วง

“เพราะ (ผักและผลไม้) แต่ละกลุ่มสีอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่แตกต่างกัน
ดังนั้นเด็กๆ ก็จะได้รับประโยชน์ครบถ้วนจากการกินทั้ง 5 สี” เกียอธิบายแบบรวบรัด

มากไปกว่านั้น…
เด็กหญิงยังร่วมผลิตคลิปรายการ “In the Rainbow Kitchen” กับแม่ของเธอ
มันเป็นรายการทางยูทูปที่มีเนื้อหาสนับสนุนการกินโดยคำนึงเรื่องสุขภาพ
รวมถึงการเข้าครัวทำอาหารสำหรับเด็กๆ เพื่ออัพโหลด
และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ todayiatearainbow.com อย่างสม่ำเสมอ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ส่วนหนึ่งของบทพูดซึ่งแฮนนาห์กล่าวต่อมิสเตอร์ทอมป์สันครั้งนั้นจะปรากฏเนื้อความว่า
“ฉันกับแม่อัดคลิปวิดีโอการทำอาหาร เพื่อแสดงให้เด็กอื่นๆ เห็นว่า
การกินเพื่อสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่สนุกและอร่อย
เราช่วยกันสอนให้พวกเขากินผักและผลไม้สีรุ้งซึ่งช่วยให้เด็กมีสุขภาพดีกว่า
ฉลาดกว่า และมีความสุขมากกว่า (การกินฟาสต์ฟู้ด) เพราะมันเป็นความจริง”
…เป็นการพูดจากความเข้าใจและผ่านการลงมือมาแล้วนั่นเอง

hannah-robertson 03
[ที่มาภาพ todayiatearainbow.com]

3.
แม้อาหารจานด่วนส่วนใหญ่มักเกี่ยวพันถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม
จากระบบการผลิตปริมาณมหาศาลในเชิงอุตสาหกรรม
และการขนส่งกระจายวัตถุดิบจากศูนย์กลางเพื่อสร้างความเหมือนกันในทุกสาขา
แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้หยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาบอกเล่าสักนิด

ขณะที่การวิพากษ์ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดของคนหมุนโลกตัวน้อย
ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การยั่วน้ำลายกลุ่มลูกค้าวัยเด็กและความอ่อนด้อยคุณค่าอาหารของตัวผลิตภัณฑ์
ก็ไม่เฉียดใกล้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติหรือการก่อมลพิษแต่อย่างใด

กระนั้นก็ยังพอมองเห็นจุดเชื่อมโยงจากเด็กหญิงแฮนนาห์
ถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมได้สองประเด็น

หนึ่ง…ไม่ว่าโลกจะหมุนไปถึงไหน รายล้อมด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงใด
เด็กน้อยยังเป็นผ้าขาวอยู่วันยังค่ำ พวกเขาพร้อมจะถูกป้อนโปรแกรมการใช้ชีวิต
หรือรูปแบบวิธีคิดอ่านซึ่งจะติดตัวไปตลอดลมหายใจที่เหลือ

ผู้ผลิตอาหารฟาสต์ฟู้ดรู้จักธรรมชาติข้อนี้ดีจึงโฆษณาหลอกล่อเด็กด้วยตัวการ์ตูนหรือของเล่นต่างๆ
บางกรณีก็แทรกซึมก่อร่างสร้างความจงรักภักดีในยี่ห้อ
ผ่านโครงการความร่วมมือกับโรงเรียนหรือการให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมดนตรี กีฬา ฯลฯ

เมื่อแถมพ่วงด้วยภาพลักษณ์ความทันสมัย ความน่ากิน รสชาติโดนๆ
อาหารจานด่วนก็ตบเท้าเข้ายึดครองหัวใจของเด็กนับล้านทั่วโลกได้อย่างสบายๆ
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พ่อแม่และคุณครูจะแย่งชิงพื้นที่ความชอบนั้นคืนมา

แต่หากเอาใจใส่ต่อเนื่อง ทุ่มเทพยายามมากพอ
และไม่ปล่อยปละกระทั่งฟาสต์ฟู้ดเข้าครอบงำผู้บริโภคตัวน้อยแบบเต็มพิกัด
ต้นกล้าของนิสัยการกินที่ดีก็ยังสามารถงอกและเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง
…การสร้าง “ว่าที่” ผู้ใหญ่ที่สนใจประเด็นเขียวๆ ก็เกิดขึ้นได้ด้วยกระบวนการในลักษณะเดียวกัน

สอง…ความไม่เพิกเฉยและการลงมือในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าควรกระทำ
การพูดกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการฟาสต์ฟู้ดหลังจากเข้าใจถ่องแท้ถึงความสำคัญของการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
นับเป็นความกล้าหาญอย่างมากของเด็กประถมตัวเล็กๆ
ผู้เขียนเชื่อว่ามีผู้ใหญ่นับไม่ถ้วนที่เห็นด้วยกับถ้อยคำของเธอ
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้สึกรู้สาแล้วลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

จริงอยู่ คำพูดของแฮนนาห์ไม่มีทางสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนรวดเร็วในวงการอาหารขยะ
แต่การโยนก้อนหินหนึ่งก้อนลงไปในกระแสความนิยมฟาสต์ฟู้ดก็สร้างคลื่นเล็กๆ แผ่ออกไปในวงกว้าง
อย่างน้อยแรงกระเพื่อมดังกล่าวก็เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวแวดวงนี้
ให้หันกลับมาจับจ้องเล่ห์การตลาดของอาหารจานด่วนอีกครั้ง

ต้องยอมรับว่า คนที่โยนหินก้อนแรกอาจไม่ประสบความสำเร็จในคราวเดียว
แต่ก็เป็นไปได้ที่การนับหนึ่งจะดึงแนวร่วมผู้ไม่เพิกเฉยที่สอง…สาม…สี่…ห้า…
เข้ามาช่วยกันเคลื่อนไหวจนบรรลุเป้าหมายในที่สุด

การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ว่าเรื่องใดๆ ล้วนต้องการ “ความไม่เพิกเฉย” ด้วยกันทั้งนั้น
และหากย้อนกลับไปมองเรื่องราวของชายหญิงมากกว่า 40 ชีวิตที่ก้าวขึ้นมาสู่พื้นที่ของคนหมุนโลก
ก็จะเห็นว่า พวกเขามีคุณสมบัติข้อหนึ่งร่วมกันและเป็นข้อเดียวกับที่เด็กหญิงแฮนนาห์มี
นั่นคือไม่นิ่งดูดายกับความเป็นไปของโลกรอบๆ ตัว

พลันเกิดคำถามย้อนกลับมาที่ตนเอง
…เราล่ะ รู้สึกรู้สากับปัญหาอะไรบ้าง
และกล้าพอจะโยนก้อนหินสักก้อนหรือยัง

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s