My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ชีวิตที่สมัครใจไร้เงิน

1 ความเห็น

daniel 01
[ที่มาภาพ abcnews.go.com]

1.
“ใช้ชีวิตพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปโดยไม่มีเงินติดตัว”
อ่านข้อความนี้รอบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นโจทย์ยาก
หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการตัวเองในสภาพนั้นด้วยซ้ำ

ทว่าบนโลกใบเดียวกัน
ชาวอเมริกันที่ชื่อแดเนียล ซูโล (Daniel Suelo) สมัครใจเดินเข้าสู่ชีวิตซึ่งปราศจากเงินตรา
ด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ได้บ้า ไม่ได้เพี้ยน ไม่ได้ป่วยทางจิต
แถมอยู่รอดปลอดภัยมาได้เกือบ 13 ปีเต็มและยังยึดมั่นกับเงื่อนไขไร้เงินของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

“เงื่อนไขไร้เงิน” ที่เขากำหนดขึ้นแปลสั้นๆ ว่า เลิกพึ่งพาเงินและยุติความข้องเกี่ยวกับเงินตราทุกรูปแบบ
ซึ่งขยายความได้ว่า ไม่มีเงิน ไม่ทำอะไรแลกเงิน ไม่รับเงิน ไม่สะสมเงิน ไม่ใช้เงิน
รวมถึงไม่รับสวัสดิการพื้นฐานใดๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ หยิบยื่นให้พลเมืองของตัวเอง เช่น คูปองอาหาร
โดยให้เหตุผลว่า มันแปลงร่างมาจากเงินภาษีของเพื่อนร่วมชาติ
ขณะที่เขาเองหยุดเสียภาษีนับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจจะเป็นอิสระจากระบบเงินตรา

นอกจากนี้ยังปฏิเสธการแลกเปลี่ยนอาหารหรือสิ่งของใดๆ ด้วยเจตนาของการ “ให้” เพื่อ “รับ” บางอย่างกลับคืนมา
แต่จะให้และรับด้วยหัวใจเสรี (freely give and freely receive)
ไม่คาดหวังว่าให้แล้วจะต้องเป็นฝ่ายรอรับบ้างและไม่คาดหวังว่ารับแล้วจะต้องให้ตอบแทนบ้าง

แล้วแดเนียลอยู่กินอย่างไรในกรอบชีวิตที่ขีดขึ้นใหม่เอง…

เขาปักหลักอาศัยอยู่ตามลำพังในถ้ำแห่งหนึ่งของยูทาห์แคนยอนในทะเลทรายโมอับ
ปากทางเข้าอยู่สูงจากพื้นดินมากพอจะแน่ใจว่า สามารถหลับสบายอย่างปลอดภัยจากการจู่โจมของสัตว์ร้ายยามค่ำคืน

ข้าวของเครื่องใช้กองสุมอยู่รวมกัน บ้างเกี่ยวแขวนไว้กับซอกหลืบของเพดานหิน
ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ทำครัว เช่น กระทะ หม้อ กาต้มน้ำ ทัพพี
หนึ่งในนั้นคือถังดีบุกทรงกระบอกซึ่งผ่านการเจาะช่องดัดแปลงเป็นเตาสำหรับก่อไฟ
เพื่อใช้ทั้งประกอบอาหารและเป็นตัวช่วยผลิตความอบอุ่นหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ในส่วนของเครื่องนอน นอกจากแผ่นรองนอนเปื้อนฝุ่นแล้ว
ยังมีผ้าใบกันน้ำ ถุงนอนหรือเปล สำหรับพกพาไปใช้งานเมื่อต้องค้างแรมนอกถ้ำชั่วครั้งชั่วคราว
แน่นอนว่า สมบัตินับชิ้นถ้วนเหล่านี้ รวมทั้งเสื้อผ้า หมวก รองเท้า และสิ่งสวมใส่อื่นๆ
ถ้าไม่เจอกันโดยบังเอิญ ประเภทหล่นอยู่ข้างทางหรือบนท้องถนน
ก็จะเป็นสิ่งที่คนอื่นทิ้งขว้างแล้วแดเนียลเก็บมาใช้งานต่อ
…แม้แต่สิ่งขับไล่ความมืดอย่างเทียนไขก็เช่นกัน

สำหรับเรื่องปากท้อง อาหารที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมาจากอย่างน้อย 3 ช่องทาง

แรกสุดคือการเก็บของป่า ในทะเลทรายแห่งนี้มีพืชตระกูลมัสตาร์ดและพืชน้ำกลุ่มวอเตอร์เครสที่สามารถเก็บใบมากินได้ตลอดทั้งปี
มีลูกไม้จำพวกกีวี่และเบอร์รี่ต่างๆ ที่ออกผลตามฤดูกาล แม้แต่ใบอวบน้ำของต้นกระบองเพชรก็ช่วยดับความหิวได้
หากมีโอกาสเดินไปถึงทะเลเขาก็ไม่พลาดที่จะจับปลา เก็บหอยและสาหร่ายติดมือกลับถ้ำ

ถัดมาคือแหล่งโปรตีนจากสัตว์ต่างๆ เช่น กระรอก แรคคูน กระต่าย กวาง ที่โดนรถชนใหม่หมาด
แดเนียลรอคอยการตายของเหยื่ออุบัติเหตุเพราะไม่อยากลงมือฆ่าเอง
ส่วนการกินแมลงหรือสัตว์เล็ก เช่น มด งู ปลา ตั๊กแตน ด้วง
ปลวก จิ้งหรีด นกพิราบ ฯลฯ ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตไปแล้ว

สุดท้ายคือการเดินทางเข้าเมืองและสวมวิญญาณฟรีแกน
ลงมือคุ้ยถังขยะหาอาหารส่วนเกินซึ่งถูกโยนทิ้งทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสภาพเหมาะต่อการบริโภค
ไม่ว่าอย่างไรถังขยะของคนอเมริกันก็ยังเป็นคลังเสบียงอันอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ

เขาไปไหนมาไหนด้วยสองขา เดินเป็นหลัก
แต่ถ้าเข้าเมืองหรือเดินทางไกลๆ ก็ใช้จักรยานซึ่งเก็บจากกองขยะ
อะไหล่ต่างๆ ของจักรยานก็หาเปลี่ยนได้จากกองขยะเช่นกัน

เมื่อถามถึงปัญหาสุขภาพ ปรากฏว่า แดเนียลแข็งแรงกว่าตอนใช้ชีวิตแบบพึ่งพาเงินด้วยซ้ำ
นับอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้เพียงครั้งเดียวจากความเลินเล่อกินต้นกระบองเพชรมีพิษเข้าไป
มันแผลงฤทธิ์จนอาเจียนและเพ้อ ถึงขนาดต้องเขียนจดหมายลาตายเผื่อว่าจะมีใครมาพบศพ
แต่ในที่สุดเขาก็ดีขึ้นอย่างช้าๆ กระทั่งหายเป็นปกติ

“ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็เหมือนกล้ามเนื้อ ถ้าไม่ให้ทำงานเสียบ้าง มันก็ฝ่อ
เมื่อใช้ชีวิตในสภาพที่สะอาดหมดจดเกินไป คุณจึงอ่อนแอและป่วยบ่อย
ไม่มีอะไรเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่ากับความกังวลเรื่องสุขภาพอีกแล้ว”
เป็นข้อสรุปจากปากของชายวัย 52 ปีที่คุ้นเคยกับชีวิตกลางแจ้งและอาบน้ำในห้วยธรรมชาติกลางหุบเขาโดยไม่ง้อสบู่

forsale
[ที่มาภาพ blogatrabiliario.blogspot.com]

2.
ฤดูใบไม้ร่วงปี 2000 แดเนียลโยนทิ้งบัตรประชาชน ใบขับขี่ และหนังสือเดินทาง
เขาตัดสินใจวางเงินก้อนสุดท้ายจำนวน 30 ดอลลาร์ไว้ในตู้โทรศัพท์
แล้วออกเดินอย่างเด็ดเดี่ยวไปสู่ชีวิตใหม่ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
เรียกได้ว่า ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากพันธนาการของเงินตรา

นี่ไม่ใช่เรื่องวู่วาม ตรงกันข้ามมันผ่านการทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พร้อมๆ กับสะสมความกล้าเป็นเวลานานเกินปี
หลังจากความคิดที่จะดำรงชีวิตโดยไม่ง้อเงินระลอกท้ายๆ ของชายร่างผอมสูงก่อตัวขึ้นระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวแถบอลาสกาในช่วงฤดูร้อนของปี 1998

ขณะตั้งแคมป์ท่ามกลางป่าสนและทุ่งหญ้า เขาสังเกตสรรพชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้น
นกอินทรีร่อนอยู่กลางผืนฟ้า ปลาแซลมอนวางไข่ กวางมูสและหมีให้กำเนิดลูก
ทุกอย่างสอดประสานกลมกลืนเหมือนท่วงทำนองของวงดนตรี
กระทั่งกลุ่มต้นราสเบอรี่ใกล้ๆ เต๊นท์ยังออกผลแดงสุกส่งกลิ่นหอมหวานเชิญชวนให้เอื้อมมือเด็ดใส่ปาก

แดเนียลรู้สึกว่าต้นราสเบอรี่ไม่ได้คาดหวังสิ่งตอบแทนและเขาเองก็กินผลของมันโดยไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ
หลังจากนั้นเมื่อถึงตอนขับถ่ายส่วนเกินของร่างกายลงบนผืนดิน
จึงตระหนักว่า ต้นราสเบอรี่ส่งต่อประโยชน์มาที่เขา และเขาเองก็กำลังส่งต่อประโยชน์ถึงชีวิตอื่นๆ
สิ่งน่ารังเกียจของเขากลายเป็นแหล่งอาหารของประชากรสิ่งมีชีวิตในดิน
แถมยังแจกโบนัสเป็นเมล็ดของราสเบอรี่ที่จะขยายพันธุ์สร้างประโยชน์ต่อไป

…ดังเช่นกลไกการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ รวมถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ

“ผมรู้สึกผ่อนคลายและเหมือนได้รับการเยียวยาเมื่ออยู่ในป่าและตัดขาดจากอารยธรรมเชิงพาณิชย์
ผมเก็บเกี่ยวประโยชน์จากสิ่งที่ใครสักคนหว่านไว้และหว่านประโยชน์ไว้รอให้ใครบางคนมาเก็บเกี่ยว
มันไม่น่าเบื่อเหมือนกลไกเศรษฐกิจการค้าของอารยธรรมเชิงพาณิชย์ ในธรรมชาติ
ผมสังเกตเห็นว่ามันปราศจากความคิดเรื่องเครดิตและหนี้ ไม่มีการตัดสินคุณค่า ไม่มีขาดดุล” เขาอธิบาย

นั่นนำมาซึ่งการตั้งคำถามกับตัวเอง
ทำไมวงจรในธรรมชาติแท้ๆ จึงสมดุล
ขณะที่วงจรเศรษฐกิจไม่เคยและไม่สามารถไปถึงจุดสมดุลนั้น

แดเนียลเริ่มตั้งข้อสังเกตอยู่เงียบๆ ว่า เงินและสิ่งของที่ครอบครองคือต้นเหตุ
ระบบเงินตราไม่ค่อยเข้าท่า อารยธรรมเชิงพาณิชย์ก็ไม่มีทางประสานสมดุลกับสิ่งแวดล้อม
ยิ่งพยายามจะสร้างสมดุลมากเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลสมดุลมากขึ้นเท่านั้น
มีเพียงการให้และรับด้วยหัวใจเสรี – ปราศจากความรู้สึกยกย่องตนเองเมื่อเป็นผู้ให้และปราศความรู้สึกติดค้างบุญคุณเมื่อเป็นผู้รับเท่านั้น – ที่จะก่อเกิดสมดุล

เขาเติบโตขึ้นในครอบครัวคริสเตียนที่เคร่งครัด
และสิ่งหนึ่งที่สงสัยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็คือ ในฐานะสาวกของพระเยซู ทำไมเราไม่ฝึกฝนปฏิบัติตนตามคำสอนของท่าน
โดยเฉพาะการสละสิ่งของและไม่ทำอะไรโดยเห็นแก่สิ่งตอบแทน (ไม่ว่าเงินหรือสิ่งแลกเปลี่ยนใดๆ)

เมื่อเข้าสู่รั้ววิทยาลัย เขาเริ่มศึกษาศาสนาอื่นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม พุทธ ฮินดู เต๋า
และพบว่าทั้งหมดสอนในเรื่องเดียวกัน คือ ลดละการสะสมข้าวของและทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
กระทั่งจบสาขามานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด แดเนียลปรารถนาที่จะเป็นหมอ
แต่ก็ทำได้เพียงเป็นผู้ช่วยช่างเทคนิคในห้องแล็บของโรงพยาบาลโคโลราโด

ปี 1987 เขาร่วมงานกับกลุ่ม Peace Corp
และถูกส่งไปประจำยังหมู่บ้านห่างไกลบนเทือกเขาแอนดีส ประเทศเอกวาดอร์
โดยมีหน้าที่ตรวจประเมินสุขภาพของชาวบ้านท้องถิ่น ให้ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและโภชนาการ แจกจ่ายยาที่จำเป็น

เพียงสองปีที่คลุกคลี เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
เก็บผลผลิตในไร่สวนไปขายแล้วใช้เงินสดจับจ่ายข้าวของที่ไม่ค่อยจำเป็น (ในสายตาของแดเนียล) เท่าใดนัก
อาทิ โซดา แป้งสาลี น้ำตาลทรายขาว ผงชูรส ทีวี ฯลฯ

“แต่ยิ่งซื้อมากก็ดูเหมือนสุขภาพพวกเขาจะยิ่งถดถอย คล้ายกับว่า เงินทำให้พวกเขายากจนลงเรื่อยๆ”

ประสบการณ์ครั้งนั้นหย่อนเมล็ดพันธุ์ความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ในใจของแดเนียล
และเมื่อย้ายมาทำงานในศูนย์พักพิงสำหรับสตรีแถบทะเลทรายโมอับด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ
เขากลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับการให้ความช่วยเหลือโดยได้รับเงินตอบแทน ข้อสงสัยในวัยเด็กแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง

ปี 1999 แดเนียลลองมาสัมผัสชีวิตในวัดพุทธแห่งหนึ่งในไทย
จากนั้นก็เดินทางต่อไปอินเดีย เขาเข้าได้ดีกับวิถีของกลุ่มนักบวชที่นั่นจนอยากจะเปลี่ยนสถานภาพเป็นพราหมณ์เลยด้วยซ้ำ
แต่เมื่อชั่งน้ำหนักไปมา การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับการให้และรับด้วยหัวใจเสรีในดินแดนแห่งวัตถุนิยมที่สุดแห่งหนึ่งนั้นมันน่าท้าทายยิ่งกว่า
ความท้าทายนั้นเองที่กวักมือเรียกเขากลับบ้านเกิด

…จนถึงวันนี้ เขาก็ยังไม่ล่าถอยจากสนามทดสอบความเชื่อของตัวเอง

daniel 04
[ที่มาภาพ aciclico.com]

3.
การดำรงชีวิตโดยปราศจากเงินตราเป็นความปกติธรรมดาของอดีตอันไกลโพ้น
เมื่อเกิดขึ้นจริงอีกครั้งในปัจจุบัน มันกลายเป็นความสุดโต่ง (แกมน่าทึ่ง) ในสายตาของเรา – คนที่ใช้เงินตั้งแต่ยังไม่รู้จักหาเงิน – และน่าจะรวมถึงสายตาของใครอีกหลายคน

ในอารยธรรมที่ยึดโยงแนบแน่นกับระบบเงินตรา
เงินไม่เพียงเป็นสื่อกลางที่เราใช้แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ
ทั้งจำเป็นและเกินจำเป็นให้เคลื่อนย้ายมาอยู่ในครอบครอง
แต่ยังเป็นเครื่องมือชี้วัดสถานภาพทางสังคม ความมั่งมี ความขาดแคลน
ความมั่นคง ความกังวล และอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด
ยิ่งสังคมหมุนกลืนเข้าสู่ระบบทุนนิยมมากขึ้น เงินก็ยิ่งทะยานความสำคัญเป็นทวีคูณ
การปลดตัวเองจากวงล้อมของเงินตราอย่างที่แดเนียลลงมือทำจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้จะดำเนินชีวิตประหลาดกว่าคนทั่วไป ทว่าเขาเองไม่ได้ใส่ใจความแตกต่างนั้น
แถมยังเชื่อมั่นอีกว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์ทุกคนมีเจตจำนงค์ของการให้และรับด้วยหัวใจเสรีด้วยกันทั้งนั้น
มันเป็นท่าทีที่พวกเราปฏิบัติอยู่แล้วทุกๆ วันต่อคนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง หรือใครก็แล้วแต่ โดยไม่ต้องพาตัวเองไปอยู่ในเงื่อนไขไร้เงิน

ประเด็นสำคัญคือ พวกเราควรจะเผื่อแผ่ท่าทีเหล่านั้นถึงธรรมชาติด้วย
เพราะหากพิจารณากิจกรรมประจำวันของแดเนียลแล้ว เขาเบียนเบียดโลกเพียงน้อยนิด
ขณะเดียวกันก็มีความสุขกับชีวิตอย่างล้นเหลือ ดูจะมากกว่าพวกเราที่กำลังใช้เงินจับจ่ายความสะดวกสบายอยู่ในเมืองด้วยซ้ำ

บ้านหลังใหญ่ อาหารชั้นเลิศ รถยนต์ค้นโก้ เสื้อผ้าข้าวของแบรนด์เนม
และสิ่งอื่นๆ ที่ถูกดึงเข้ามาอยู่ในวงโคจรของพวกเราแต่ละคนด้วยอำนาจของเงินที่หามาได้จากการทำงานหนัก
หลายต่อหลายครั้งก็ไม่ได้นำพาความสุขมาสู่พวกเราสักนิด เผลอๆ จะสร้างความวิตกกังวลและเป็นภาระอีกต่างหาก

เรื่องราวของแดเนียลทำให้เรานึกถึง “ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา” ของสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา
เขียนโดย จอห์น เลน และแปลโดย สดใส ขันติวรพงศ์
หนังสือเล่มนี้แนะนำช่องทางสร้างความสุขให้ชีวิตโดยไม่ต้องเกาะเกี่ยวตัวเองไว้กับเงินและข้าวของมากนัก
แต่ยังไม่ถึงขั้นบอกเลิกการใช้เงินในทุกกรณี

แต่ถ้าอยากฮาร์ดคอร์ ตามรอยแดเนียล แง่มุมชีวิตและวิธีคิดของชายไม่หนุ่มคนนี้ยังมีรายละเอียดน่าสนใจอีกเยอะ
หาอ่านได้จากหนังสือ “The Man Who Quit Money”
เขียนโดย มาร์ก ซันดีน (Mark Sundeen) เพื่อนที่เข้าไปคลุกคลีใกล้ชิด
เพื่อสังเกตการใช้ชีวิตและถ่ายทอดถ้อยคำของแดเนียลออกมาเป็นเล่ม
หรือง่ายกว่านั้นติดตามจากบล็อกส่วนตัวสองแห่ง zerocurrency.blogspot.com/
และ sites.google.com/site/livingwithoutmoney/

สงสัยละสิ อยู่ในเงื่อนไขไร้เงินแล้วเขียนบล็อกได้ยังไง

เจ้าตัวอธิบายว่า การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในห้องสมุดสาธารณะเพื่อสื่อสารกับผู้คน
เป็นข้อยกเว้นเพียงข้อเดียวที่ทำให้เขาต้องยอมรับสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ
มันเคยเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บางคนไม่พอใจกับข้อยกเว้นข้อนี้อยู่เหมือนกัน
กระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งที่ตามอ่านบล็อกต้องเขียนประกาศในทำนองว่า
เธอจ่ายภาษีมาตลอด แต่ไม่เคยมีเวลาว่างพอจะเข้าห้องสมุดเลย
จึงขอยกสิทธิการใช้ห้องสมุดสาธารณะของตัวเองให้แดเนียลนั่นแหละ การโจมตีถึงได้จางๆ ลงบ้าง

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนแห่มาสมัครใจไร้เงินหรอกนะ
แค่อยากชวนมาขยายวงการให้และรับด้วยหัวใจเสรีไปถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวบ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ลงมือได้ทันที
ส่วนการตีตัวออกห่าง (ยังไม่ถึงขั้นตัดขาดนะ) จากเงินๆ ทองๆ นั่น
ใครพร้อมก็เชิญทดลองนำร่องไปก่อนได้เลย
เรายังต้องขอเวลาสะสางหนี้สินอีกสักพัก ตั้งหลักได้เมื่อไหร่คงจะก้าวย่างตามไปท้าทายตัวเองเช่นกัน

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

One thought on “ชีวิตที่สมัครใจไร้เงิน

  1. Pingback: ซัมเมอร์นี้ไม่มีไฟฟ้า | My Freezer...Since Dec 2006

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s