My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ผจญภัยในเงื่อนงำของอาหาร

ใส่ความเห็น

pollan01
[ที่มาภาพ npr.org]

1.
ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ไม่นานก่อนโลกจะหมุนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21
ชายวัยสี่สิบคนหนึ่งขับรถไปตามทางหลวงแคลิฟอร์เนียหมายเลข 5 เป็นครั้งแรก
บางช่วงของถนนตัดผ่านทุ่งปศุสัตว์ขนาดกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เจ้าตัวยอมรับว่าบรรยากาศสองข้างทางออกจะหลอนพอสมควร
โดยเฉพาะ “กลิ่น” ซึ่งโผล่มาทักทายล่วงหน้าที่ระยะห่างเกือบ 5 กิโลเมตรจากต้นตอ

เขาอธิบายว่า มันเหม็นรุนแรงยิ่งกว่ากลิ่นน่ารังเกียจจากห้องน้ำชายเสียอีก
และเมื่อรถแล่นเข้าไปใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือฝูงวัวละลานตาเหมือนปูพรมกำลังเคลื่อนขึ้นมาบนถนน
โดยมีภูเขาสีเหลืองทองขนาดมหึมาของกองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
และภูเขาสีดำทะมึนขนาดมหึมาพอๆ กันของมูลวัวเป็นแบ็คกราวน์

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าต้นทางของเนื้อวัวอยู่ตรงนี้ เขารำพึงกับตัวเอง

เมื่อประกอบรวมเข้ากับภาพของไร่มันฝรั่งในรัฐไอดาโฮ
ซึ่งเคยไปเยือนตอนเก็บข้อมูลเขียนบทความเกี่ยวกับจีเอ็มฟู้ด*
ก็ทำให้ ไมเคิล พอลแลน (Michael Pollan) เริ่มมองเห็นเบื้องหลังของระบบผลิตอาหารด้วยสายตาแจ่มชัดกว่าเคย

พื้นที่เกษตรกรรมไซส์ยักษ์ขนาดประมาณหนึ่งแสนไร่ที่นั่นถูกแบ่งออกเป็นแปลงย่อยๆ
ครอบคลุมทุกช่วงวัฏจักรการเติบโตของต้นมันฝรั่ง
ทั้งหมดต้องพึ่งพาเครื่องจักรประหลาด ลักษณะคล้ายแขนกลที่ยื่นยาวออกไป
และสามารถฉีดพ่นน้ำ ปุ๋ย รวมทั้งสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ทั่วบริเวณ
โดยมีเกษตรกรคอยควบคุมอยู่ที่ห้องเล็กๆ ในโรงรถ

พวกเขาเลือกสั่งการเครื่องจักรจากระยะไกล
ไม่ใช่แค่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดแรงงาน
แต่ยังมีเหตุผลของความพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารพิษ
ทั้งในระหว่างฉีดพ่นและภายในห้าวันหลังฉีดพ่นรวมอยู่ด้วย

เกษตรกรรายหนึ่งพาเขาไปดูโกดังมันฝรั่ง พร้อมกับเปิดเผยว่า
หลังจากขุดมันฝรั่งขึ้นจากดินแล้วยังต้องรออีก 6 สัปดาห์
เพื่อให้สารพิษที่มันฝรั่งดูดซับเอาไว้ระเหยออกไปอย่างช้าๆ
จากนั้นจึงค่อยส่งเข้ากระบวนการแปรรูปเพื่อผลิตเป็นอาหาร

…และนี่คือที่มาของแฮมเบอร์เกอร์กับเฟรนซ์ฟราย

“ผมตระหนักว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้
บางทีคนกลุ่มเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชนบททางฝั่งตะวันตก (ของสหรัฐอเมริกา) อาจจะรู้
แต่ผู้คนทั้งหมดที่ผมรู้จัก ตอนนั้นไม่มีใครทราบเลยว่าอาหารของพวกเขามาจากไหน”
ไมเคิลกล่าวหลังจากเล่าถึงสองฉากทรงพลังที่สั่นสะเทือนบางสิ่งข้างในตัวเขา

pollan02
[ที่มาภาพ mytimeasmom.com]

2.
แม้กิจวัตรการกินจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน
แต่การตักอาหารใส่ปาก เคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว และกลืน
ก็เป็นเพียงการทำความรู้จักกันผิวเผินผ่านประสบการณ์ตรงของประสาทสัมผัสส่วนบุคคลเท่านั้น
มันไม่ได้พาพวกเราข้ามไปรู้จักที่มาที่ไปหรือเรื่องตื้นลึกหนาบางของอาหารเลยสักนิด

บางคนอาจมีคำถาม…จำเป็นต้องรู้ด้วยรึ แค่อิ่มและอร่อยก็น่าจะพอแล้ว

ถ้าย้อนกลับไปสักร้อยปีที่แล้ว มันคงไม่จำเป็นเท่าไหร่
แต่วันนี้รูปแบบการดำเนินชีวิตของพวกเราแตกต่างจากปู่ย่าตายาย
ชนิดที่คนรุ่นนั้น (รวมไปถึงรุ่นก่อนนั้น) ก็จินตนาการไม่ถึง
คำตอบเดียวที่เข้าท่าคือจำเป็น ด้วยเหตุผลว่า…
ระบบการผลิตและแปรรูปอาหารภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรม
ซึ่งแพร่สะพัดไปทั่วในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมากำลังก่อความโกลาหลนับไม่ถ้วน

นอกจากสั่นคลอนสุขภาพของพวกเราและสะเทือนถึงสุขภาพของโลกแล้ว
ประเด็นสำคัญยิ่งกว่าก็คือ
มีคนบางกลุ่มเพลิดเพลินกับการตักตวงผลประโยชน์จากความบิดเบี้ยวของระบบอาหาร
หนำซ้ำยังพยายามซ่อนซุกความผิดปกติเหล่านั้นให้ไกลจากสายตาของผู้บริโภค

ด้วยประสบการณ์การทำงานตลอดยี่สิบกว่าปีในฐานะนักข่าว นักเขียน และบรรณาธิการ
ไมเคิลมิอาจเพิกเฉยต่อระบบผลิตอาหารที่สร้างปัญหา
สองฉากทรงพลังนั่นฉุดให้เขาต้องออกผจญภัยในโลกเร้นลับของสิ่งที่ชาวอเมริกันกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน
ลงพื้นที่สืบค้นข้อมูล สัมภาษณ์พูดคุย กลั่นกรอง ขบคิด และถ่ายทอดที่มาของอาหาร
เป็นหนังสือชื่อ “The Omnivore’s Dilemma”
ซึ่งตีแผ่การทำฟาร์มปศุสัตว์โดยปราศจากจริยธรรม
และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่
ด้วยกระบวนการที่ห่างไกลจากการเติบโตตามธรรมชาติ

ตัวอักษรของเขาปลุกคนจำนวนไม่น้อย
ให้ตื่นขึ้นจากภาพมายายั่วน้ำลายของอาหารจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานเล่มดังกล่าวจะได้รับความนิยมล้นหลาม
กระทั่งติดอันดับขายดีของสหรัฐฯ ประจำปี 2006

นับจากนั้นเขาเฝ้าสังเกตและติดตามเงื่อนงำต่างๆ ของระบบอาหารอย่างใกล้ชิด
กระทั่งทีมผู้สร้างภาพยนตร์สารคดี Food, Inc. ส่งเทียบเชิญมาให้เขาเป็นที่ปรึกษา
แถมยังร่วมปรากฏน้ำเสียงและหน้าตา
เพื่ออธิบายไขความกระจ่างให้กับเรื่องราวในภาพยนตร์อีกด้วย

Food, Inc. ออกฉายเมื่อราวๆ 4-5 ปีที่แล้ว
ใครเคยดูจะรู้ว่าเบื้องหลังอุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐฯ
(ซึ่งบางอย่างก็ละม้ายกับที่เกิดขึ้นแถวนี้)
นับตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก จีเอ็มโอ ฟาสต์ฟู้ด อาหารแปรรูป การผูกขาดเมล็ดพันธุ์
ไปจนถึงอำนาจล้นฟ้าของอุตสาหกรรมอาหารที่โยงใยกับกลุ่มการเมืองนั้น
น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย

การเลี้ยงไก่อย่างแออัดในโรงเรือนมืดทึมโดยเร่งโตแบบเร็วจี๋
ขนาดตัวที่เพิ่มพรวดพราดแซงการเจริญเติบโตของกระดูก
ทำให้สองขาผอมๆ รับน้ำหนักแทบไม่ไหว
ไก่บางตัวนั่งจมมูลตัวเองและเพื่อนไก่ร่วมโรงเรือนอยู่อย่างนั้น
ขณะที่บางตัวร่วงผลอยตายไปก่อนถึงกำหนดเชือด
ยังเป็นภาพติดตาพอๆ กับการขุนเลี้ยงวัวด้วยหัวอาหารโปรตีนเข้มข้น
ซึ่งประกอบด้วยข้าวโพดและกากถั่วเหลือง
แทนที่จะยินยอมให้มันกินหญ้าและฟางเหมือนบรรพบุรุษ
แล้วกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้องก็ตอบสนองต่ออาหารไม่คุ้นเคย
ด้วยการสร้างชั้นผิวฟองอากาศขึ้นมากักกั้นแก๊สไว้ภายใน
วัวจึงไม่สามารถเรอได้ตามพฤติกรรมธรรมชาติ
หากปล่อยทิ้งไว้มันจะพองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเบียดดันปอด
กระทั่งหายใจไม่ออกและตายในที่สุด
จึงต้องช่วยบรรเทาความอึดอัดและรักษาลมหายใจวัวไว้จนครบเกณฑ์
ด้วยการเจาะรูถาวรใหญ่ขนาดกำปั้นบริเวณข้างลำตัวของวัว
เพื่อใช้ระบายแก๊สออกจากกระเพาะโดยตรง
…มนุษย์ปฏิบัติต่อสัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารกันแบบนี้?

การขุดคุ้ยหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมิติต่างๆ ของอาหาร
ยังคงถูกเล่าผ่านบทความในนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊คอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
โดยที่ไมเคิลเองก็เริ่มสังเกตเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
เมื่อสังคมอเมริกันเริ่มขยับมาสนใจกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางอาหาร
และเห็นความสำคัญของเมนูอาหารกลางวันในโรงเรียน

…เป็นความเปลี่ยนแปลงก้าวเล็กๆ ที่ผ่านการยอมรับว่า
ได้แรงผลักสำคัญส่วนหนึ่งจากความทุ่มเทและกัดไม่ปล่อยของเขานั่นเอง

cooked
[ที่มาภาพ npr.org]

3.
ความบิดเบี้ยวของระบบอาหารเกิดขึ้นได้อย่างไร…

ไมเคิลสนใจประเด็นนี้และพยายามวิเคราะห์หาคำตอบ
ก่อนจะสรุปในทำนองว่า อุตสาหกรรมอาหารล่อให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อ
แถมยังกระโจนเข้าร่วมวงสนับสนุนการผลิตและแปรรูปอาหารบนสายพานแห่งความเร่งรีบ
ด้วยการแห่ซื้ออาหารเหล่านั้นมารับประทาน
…อาหารซึ่งผ่านศึกการแปรรูปมาหนักหน่วงจนไม่แทบเหลือเค้าเดิม
หรือเติมส่วนประกอบชื่อประหลาดที่ไม่เคยมีอยู่ในธรรมชาติลงไป
จนไม่ใคร่เป็นมิตรกับร่างกายผู้บริโภคเท่าใดนัก

หัวใจแห่งความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารคือนักการตลาดที่ชาญฉลาด
“พวกเขารู้ว่าจะกดปุ่มไหนให้พวกเราหันมาเลือกซื้ออาหาร
ที่ผ่านการแปรรูปในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ” เขาเปรียบเปรย

ข้ออ้างเรื่องความสะดวกและการแบ่งเบาภาระของเวิร์กกิ้งวูแมน
ที่ต้องจัดเตรียมอาหารสำหรับสมาชิกในบ้าน
ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้อาหารแปรรูปพร้อมรับประทานหรือเกือบพร้อมรับประทาน (เช่น อาหารแช่แข็ง) อย่างเห็นผล
แต่กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมจากอุตสาหกรรมอาหารก็คือ
ผลิตออกมาให้มากเสียก่อนแล้วค่อยผลักความต้องการซื้อไล่ตามหลัง
โดยพยายามโฆษณากระตุ้นให้เราอยากบริโภค
มากกว่าจะปล่อยให้เรารู้สึกเองว่านั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องบริโภคตั้งแต่แรกเห็น
จะบอกว่าพวกเขาจินตนาการความต้องการของผู้บริโภคขึ้นมา
แล้วทำให้มันกลายเป็นเรื่องจริง…ก็คงไม่ผิดนัก

หลังจากยืนระยะติดตามห่วงโซ่การรับประทานของชาวอเมริกันมานานกว่าสิบปี
ในที่สุดไมเคิลก็พบคำตอบว่า
จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่อยู่ระหว่างต้นทางผลิตอาหาร (พื้นที่เกษตรกรรมและฟาร์มปศุสัตว์)
กับปลายทางของอาหารในจานตรงหน้าคือ การเข้าครัวทำอาหาร
– เขาหมายถึงการบรรเลงฝีมือทำอาหารจริงๆ นะ
ไม่ใช่แค่อุ่นร้อนในไมโครเวฟหรือเปิดซุปกระป๋องตั้งบนเตา –
ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้บริโภคสลัดตัวเองออกจากระบบอาหารที่บิดเบี้ยวง่ายขึ้นแล้ว
ยังคืนเสรีภาพทางการบริโภคให้กลับมาอยู่ในมือพวกเราอีกครั้ง

เหตุผลไม่ใช่แค่ความปลอดภัยทางอาหารที่เพิ่มขึ้น
นับตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบไปจนถึงวิธีการผลิตและแปรรูป
แต่การจ่ายตลาดก่อนลงมือทำกับข้าวยังสามารถแสดงพลังของผู้บริโภค
ในการสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์โดยใส่ใจเรื่องของความยั่งยืนและระบบอาหารท้องถิ่น
ซึ่งอยู่นอกเหนือจากระบบการผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรมได้อีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ไมเคิลจึงคลอด “Cooked” หนังสือเล่มล่าสุดออกมาเมื่อต้นปี
เพื่อย้ำเตือนความน่าสนใจของกิจกรรมที่หลายคนห่างหายไปนาน
พร้อมกับชักชวนให้หวนกลับมาเข้าครัวทำกับข้าว
โดยบอกเล่าวิธีการปรุงอาหารที่สัมพันธ์กับธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

“การกินเป็นกระบวนการทางวัฒนธรรมไม่น้อยไปกว่ากระบวนการทางชีววิทยา
และอาหารก็เป็นเรื่องของนิเวศวิทยามากพอๆ กับสังคมวิทยา
วิถีการกินของพวกเราจึงเชื่อมโยงไปถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของแผ่นดิน
เอาเข้าจริง มันเป็นการรวมส่วนผสมน่ามหัศจรรย์
ของวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมมาไว้ที่ปลายนิ้ว
ในทุกครั้งที่คุณอบขนมปังหรือตุ๋นอาหาร” เขาว่า

วันนี้ไมเคิลยังคงหมกมุ่นกับงานผจญภัยในเงื่อนงำอาหาร
ด้วยต้องการและตั้งใจให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของอาหาร
เหมือนที่เจ้าตัวรับรู้ว่า มันไม่ใช่แค่สุขภาพของเรา
แต่หมายถึงความสุขของครอบครัวและชุมชนรอบๆ ตัวเราด้วย

…และหากผลงานของเขาทำให้ชีวิตของใครๆ เริ่มยิ้มได้
เหมือนเวลารับประทานอาหารจานโปรดรสชาติเยี่ยม
ในฐานะนักปรุงตัวอักษร ไมเคิลก็คงได้ยิ้มกว้างตามไปด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ
*จีเอ็มฟู้ด (GM Food หรือ Genetically Modified Food) เป็นคำที่ใช้เรียกอาหารที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นผลผลิตของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมโดยตรง
เช่น ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ข้าวโพดจีเอ็มโอ แซลมอนจีเอ็มโอ
2. แปรรูปจากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
เช่น เต้าหู้จากถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ป๊อปคอร์นจากข้าวโพดจีเอ็มโอ
3. มีส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมแฝงอยู่
เช่น ไก่ที่ทอดด้วยน้ำมันจากถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ขนมขบเคี้ยวที่ใช้แป้งข้าวโพดจากข้าวโพดจีเอ็มโอ
4. เนื้อสัตว์และผลผลิตจากสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารสัตว์
ซึ่งมีส่วนประกอบของพืชจีเอ็มโอ โดยเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวโพด
นับรวมน้ำนมจากแม่วัวที่ได้รับฮอร์โมนดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนมด้วย

หมายเหตุ-บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านทางคอลัมน์คนหมุนโลกบนเว็บไซต์ของมูลนิธิโลกสีเขียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s