My Freezer…Since Dec 2006

ที่พักของบทความอายุสั้นและสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกวันของชีวิต

ความคิดเห็นต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้เพื่อนมัธยมแปะสเตตัสของ อ.ธรณ์ ในหน้าวอลล์ตัวเอง
แล้วเราเข้าไปร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่
ถ่ายเทความคิดกันไปมาก็บังเกิดไอเดีย
เราควรจะเขียนบันทึกเอาไว้สักหน่อยว่าค้านโครงการด้วยเหตุผลอะไรบ้าง
ย้ำว่า เป็นเหตุผลของเราล้วนๆ ,ในฐานะนักเขียนสายสิ่งแวดล้อม,
อาจตรงหรือไม่ตรงกับการคัดค้านของท่านอื่น
หลังจากไล่เรียงความคิดก็สรุปออกมาได้ ดังนี้

เหตุผลข้อแรก…ความไม่เหมาะสมของพื้นที่ตั้งโครงการ
โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 800 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่
ระยะห่างประมาณ 8-10 กิโลเมตรจากป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ของปากแม่น้ำกระบี่
ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
ชายฝั่งทะเลอันดามันยาวเหยียด ทำไมต้องเจาะจงเอาแหล่งกำเนิดมลพิษ
มาตั้งประชิดติดกับระบบนิเวศที่เปราะบางและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน
มันไม่เหมาะสมเชิงพื้นที่เพราะสุ่มเสี่ยงจะได้รับผลกระทบรุนแรง
เมื่อพิจารณาร่างรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่
พบว่า กฟผ. ไม่ได้ประเมินทางเลือกที่ตั้งโครงการในพื้นที่อื่นเลย
แต่เลือกตรงนี้เพราะเป็นพื้นที่ของ กฟผ. ซึ่งมีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่แล้ว
จึงทำให้มีความพร้อมและสะดวกในการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้า
ไม่ต้องหาซื้อที่ดินใหม่ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการประกาศบังคับใช้ผังเมืองรวม
ทั้งหมดเป็นเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนักมากสำหรับเจ้าของโครงการอย่าง กฟผ.
จะบอกว่า “เป็นการบังคับเลือกพื้นที่ตั้งโครงการโดยคำนึงถึงบริบทอื่นๆ
ยกเว้นความเหมาะสมเชิงนิเวศและสิ่งแวดล้อม” ก็คงได้

ขอขยายความเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วนิดนึง เผื่อหลายคนไม่รู้
มันเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้น้ำมันเตาและก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง
กำลังผลิตติดตั้ง 315 เมะวัตต์ เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ มกราคม พ.ศ. 2547
โดย สผ. ให้ความเห็นชอบในการปรับปรุงระบบเผาไหม้
ให้รองรับการใช้น้ำมันปาล์มดิบร่วมกับน้ำมันเตาในสัดส่วนร้อยละ 10 เมื่อกันยายน 2558
ย้อนกลับไปก่อนนั้น พื้นที่ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ใช่…กระบี่เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกและแห่งเดียวของภาคใต้
กำลังผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ จ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2507 และปลดระวางไปเมื่อกันยายน 2538

ถ้าเคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่แล้ว ทำไมต้องเดือดร้อนกับการสร้างใหม่ครั้งนี้ด้วยเล่า
เดือนร้อนสิ มันมีประเด็นที่ต้องใส่ใจไตร่ตรองอย่างน้อย 2 ประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมใช้ถ่านหินลิกไนต์ในพื้นที่
แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างใหม่นี้กำลังผลิตมากกว่าเดิม 13-14 เท่า
ซึ่งต้องก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว
เพื่อรองรับการขนถ่ายเชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าจากต่างประเทศปริมาณมหาศาลอย่างน้อย 2.3 ล้านตันต่อปี
แถมยังออกแบบโครงการให้ลำเลียงถ่านหินจากท่าเรือไปยังโรงไฟฟ้า
ด้วยสายพานลำเลียงระบบปิด ระยะทาง 8.7 กิโลเมตร
โดยต้องขุดอุโมงค์ความยาว 2 กิโลเมตรลอดใต้ป่าชายเลน
ถ้าไม่เลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่นี่ คงไม่ต้องขุดอุโมงค์
ซึ่งน่าจะลำเลียงถ่านหินถึงโรงไฟฟ้าได้สะดวกกว่าและเสี่ยงก่อผลกระทบน้อยกว่านี้
คหสต. คือ มันไม่ง่ายในการบรรเทาผลกระทบระหว่างก่อสร้างอุโมงค์ในพื้นที่อ่อนไหว
น่าหวั่นใจว่า ระบบนิเวศตรงนั้นอาจเละเทะตั้งแต่นับหนึ่งการขุดเนี่ยแหละ

ประเด็นที่สอง โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมแค่ 60 เมกะวัตต์
แม้เลิกใช้งานไปแล้วกว่าสองทศวรรษ ยังทิ้งมลพิษตกค้างเอาไว้
กรีนพีซลงพื้นที่สอบถามสอบถามอดีตคนงานโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์กระบี่และคนงานเหมืองถ่านหินลิกไนต์รวม 5 คน
ทั้งหมดยืนยันตรงกันว่า เคยมีการนำเถ้าถ่านหินมาผสมน้ำและระบายทิ้งโดยตรงลงคลองปกาสัยที่อยู่หลังโรงไฟฟ้า
ขณะที่ชาวประมงท้องถิ่นเล่าว่า พวกเขาไม่ลืมภาพของท่อที่ปล่อยน้ำเสียโชยกลิ่นแสบจมูก ท่อน้ำร้อนที่ปล่อยลงป่าชายเลน ต้นโกงกางยืนต้นตาย ปลาลดจำนวนลงเรื่อยๆ ปูกับหอยกลายเป็นสีดำและกินไม่ได้
ชาวประมงอีกหลายคนเล่าว่า มีอาการวิงเวียน ใจสั่น ชา
ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนขาได้เป็นปกติ
แพทย์วินิจฉัยว่าพวกเขาได้รับสารพิษจากปรอท
หลายคงอาจยังไม่รู้ โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของสารปรอทที่แพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม
และปนเปื้อนสู่อากาศ แหล่งน้ำ ผืนดิน ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก
เพราะความเป็นพิษของมันสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารได้ยาวนานและส่งผลกระทบสุขภาพรุนแรง

เหตุผลข้อสอง…มีความไม่ชอบมาพากลและไม่เป็นธรรม
ในกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว
และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน อาทิ

หนึ่ง การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ค.1) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว
ซึ่งจัดขึ้นโดย กฟผ. เป็นกระบวนการที่ล้มเหลว
ขาดความชอบธรรม และละเมิดสิทธิประชาชน
เพราะปิดกั้นการแสดงความเห็นของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย
ทั้งยังข่มขู่ มีการใช้ความรุนแรงทั้งทางวาจา การโห่ไล่ ใช้มือทุบ ขว้างปาขวดน้ำ และขว้างปาเก้าอี้
ที่มา : http://www.tcijthai.com/news/2014/03/scoop/4052

สอง โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่
ซึ่งบอกไปแต่แรกแล้วว่า เป็นแรมซาร์ไซต์
และได้รับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2550
ประกาศนี้มีอายุ 5 ปี และหมดอายุไปเมื่อ ปี 2555
ระหว่างไร้ประกาศคุ้มครองก็ช่างประจวบเหมาะจริงจริ๊งกับช่วงจัดทำ EIA และ EHIA
จึงไม่ต้องคำนึงถึงพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
และเมื่อต้นปีที่แล้ว คสช. ก็ออกคำสั่งยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม
สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้า และสถานีส่งไฟฟ้า
ร่างประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมปากแม่น้ำกระบี่ที่กำลังจะประกาศใช้
จึงปรากฏข้อความเปิดทางให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้อย่างที่ไม่ควรจะได้

จริงๆ มีเรื่องการเอาเรือเปล่ามาแล่นจำลองสถานการณ์เมื่อเรือขนถ่านหินแล่นเพื่อวัดตะกอนฟุ้งกระจายด้วย
ซึ่งมันกินน้ำตื้น ตะกอนย่อมน้อยกว่าเรือถ่านหินจริงอยู่แล้ว
แต่ดันหาต้นทางข้อมูลอ้างอิงไม่เจอซะงั้น

เหตุผลข้อสาม…ผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น

การที่ กฟผ. ซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินของอินโดนีเซียดักรอไว้ตั้งแต่ปลาย 59
แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ก.พ. กพช. ก็มีมติเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่
…คิดว่า นี่เป็นความบังเอิญอย่างเหมาะเจาะงั้นรึ

แกนนำเครือข่ายนักวิชาการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่
คือ รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คนนี้ออกมาสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สุดฤทธิ์
และปรากฏข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราว่า
เขาเป็นกรรมการอิสระของบริษัท สยามสติลซินดิเกต จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
และ “อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์” นี่แหละ ที่ร่วมกับบริษัทจีน ชนะประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่
จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปในราคา 32,300 ล้านบาท เมื่อ 4 กรกฎาคม 59
ที่มา : http://manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx…

เหตุผลข้อสี่…เราไม่เชื่อในถ่านหินสะอาด
มันสกปรกน้อยลงได้ด้วยเทคโนโลยีราคาแพง
ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
และคิดว่า กฟผ. ไม่น่าจะอยากลงทุนกับเรื่องแบบนี้มากนัก
ดูจากสเปคของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กฟผ. ระบุว่า
ใช้หม้อไอน้ำและระบบเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพแบบ Ultra Super Critical
ทำให้ลดใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบบเดิม
แต่ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS) รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เพื่อแตะบรรทัดฐาน “ถ่านหินสะอาด” ในระดับที่นานาชาติยอมรับ

ก้มหน้าก้มตาเขียนอยู่นาน เข้ามาอ่านข่าวอีกที
รัฐบาลยอมรับและยินยอมยกเลิกรายงานและกระบวนการ EIA EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโครงการท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินบ้านคลองรั้วแล้ว
ซึ่งหาก กฟผ. จะเดินหน้าโครงการดังกล่าวหลังจากนี้
ต้องเริ่มกระบวนการใหม่บนเงื่อนไขการยอมรับจากประชาชน
โดยตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันและการปฏิรูปกระบวนการ EIA, EHIA ใหม่ทั้งหมด

ต้องรอดูการประชุม ครม. 21 ก.พ. นี้ว่า
จะยกเลิกมติ กพช. ที่ไฟเขียวโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโครงการท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินบ้านคลองรั้วไปเมื่อวันที่ 17 ก.พ. หรือไม่

ถ้ามีประเด็นน่าสนใจ คงได้เขียนกันอีกรอบ

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด